ดริปวิตามิน คืออะไร?
ดริปวิตามิน หรือ IV Drip เป็นการให้สารวิตามิน แร่ธาตุ รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกายโดยตรงผ่านหลอดเลือดดำทางสายน้ำเกลือ เพื่อช่วยบำรุงระบบของร่างกายที่เสื่อมสภาพ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน รวมทั้งการช่วยบำรุงผิวพรรณจากภายใน ตัวยาสามารถดูดซึมได้รวดเร็วกว่าการรับประทาน ทำให้เห็นผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว
5 ข้อดีของดริปวิตามิน

- ผิวสวยสุขภาพดี จากภายในสู่ภายนอก
การดริปวิตามินผิวช่วยบำรุงและฟื้นฟูผิวอย่างล้ำลึก วิตามินที่ใช้ เช่น วิตามินซี กลูต้าไธโอน และสารต้านอนุมูลอิสระ จะช่วยเพิ่มความกระจ่างใส เติมความชุ่มชื้น ลดความหมองคล้ำ และชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิว นอกจากนี้ยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ลดอาการอ่อนเพลีย
- เห็นผลไวกว่า ไม่ต้องรอนาน
การดริปวิตามิน ร่างกายสามารถดูดซึมได้เกือบ 100% ทันทีที่วิตามินเข้าสู่กระแสเลือด ในขณะที่การทานวิตามิน ต้องผ่านกระบวนการย่อยและดูดซึมก่อน ทำให้สูญเสียวิตามินระหว่างนั้นไปได้ถึง 30-70%
- ไม่มีสารตกค้างในร่างกาย
หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม ดริปวิตามินจะไม่ก่อให้เกิดสารตกค้าง เพราะร่างกายสามารถขับวิตามินส่วนเกินออกทางปัสสาวะหรืออุจจาระได้เอง ยกเว้นในผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือภาวะที่ส่งผลต่อระบบขับถ่าย ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับบริการ
- ปรับสูตรได้ตามความต้องการ
ปัจจุบันคลินิกความงามหลายแห่งมีสูตรวิตามินให้เลือกหลากหลาย ทั้งสูตรบำรุงผิว เพิ่มพลังงาน ดีท็อกซ์ร่างกาย หรือเสริมภูมิคุ้มกัน ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพร่างกายและเป้าหมายที่ต้องการ เหมาะกับการดูแลแบบเฉพาะบุคคล
- ทำง่าย ใช้เวลาไม่นาน ไม่ต้องพักฟื้น
การดริปวิตามินใช้เวลาประมาณ 30–45 นาทีต่อครั้ง ไม่ต้องฉีดยาหลายจุด ไม่ต้องพักฟื้น หลังทำสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เหมาะสำหรับผู้ที่มีเวลาน้อยแต่อยากดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
ใครควรทำดริปวิตามินบ้าง?

การดริปวิตามิน เป็นหัตถการที่เหมาะกับคนหลากหลายกลุ่ม ทั้งชายและหญิงในวัยทำงานหรือผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาดังต่อไปนี้
- ผู้ที่ต้องการเสริมสารอาหารอย่างเร่งด่วน เช่น วิตามิน แร่ธาตุ หรือสารต้านอนุมูลอิสระให้เพียงพอต่อร่างกาย แต่ไม่ค่อยมีเวลา และไม่ชอบทานวิตามิน
- ผู้ที่ต้องการดูแลผิวอย่างเร่งด่วน ไม่มีเวลาทาครีมหรือดูแลตัวเอง
- ผู้ที่ต้องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน บำรุงระบบต่างๆของร่างกายให้แข็งแรง
- ผู้ที่มีปัญหาผิวแห้ง หมองคล้ำ ไม่สดใส ผู้ที่ผิวขาดความชุ่มชื้น หยาบกระด้าง หมองคล้ำ อยากเปลี่ยนแปลงผิวให้กระจ่างใสขึ้น
- ผู้ที่มีอาการอ่อนเพลียสะสม นอนดึก ไม่มีชิวตชีวา และต้องการให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น
- ผู้ที่มีภูมิแพ้เรื้อรังหรือเจ็บป่วยบ่อย เช่น คัดจมูกง่าย ไอจามบ่อยๆ ไมเกรนและไซนัสเรื้อรัง ติดเชื้อหวัดบ่อย ระบบภูมิต้านทานทำงานบกพร่อง
ดริปวิตามินแต่ละสูตร แตกต่างกันอย่างไร?

ดริปวิตามินแต่ละสูตรจะมีความแตกต่างกันที่ส่วนประกอบของตัวยา สามารถเลือกหรือปรับสูตรให้ตรงกับสภาพผิวหรือสุขภาพของคนไข้ได้ตามความเหมาะสม โดยดริปวิตามินสูตรเฉพาะของทางโมเดลล่าคลินิกมีให้เลือกอย่างหลากหลาย ทั้งช่วยในเรื่องของผิวพรรณ และระบบภายในของร่างกาย ดังนี้
- สูตร Aura plus
ช่วยให้ผิวใสดูมีออร่า ฟื้นฟูผิวโทรม ผิวหมองคล้ำ เพิ่มความแข็งแรงให้ผิว ช่วยให้ผิวยืดหยุ่น เติมวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นให้ร่างกาย ช่วยให้ร่างกายสดชื้น ลดอาการอ่อนเพลีย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
- สูตร Liver detox
ฟื้นฟูการทำงานของตับ เพิ่มประสิทธิภาพการขับสารพิษเร่ง การขับสารพิษในตับ ลดอาการอักเสบของตับ ซ่อมแซมเซลล์ ตับที่ถูกทำลาย ทำให้ร่างกายสดชื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ ปาร์ตี้บ่อย หรือมีไขมันพอกตับสูง
- สูตร Fat burn
ช่วยให้ร่างกายเพิ่มอัตราการนำไขมันมาเผาผลาญเป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เผาผลาญไขมันได้เร็ว นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มอัตราการฟื้นฟูของกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย ทำให้หายปวดเมื่อยเร็วขึ้น ใครที่ทำ if ออกกำลังกายก็ไม่ลด อยากจะคุมน้ำหนักหรือลดน้ำหนักแนะนำสูตรนี้เลย
- สูตร Immune Booster
สูตรนี้จะเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมภูมิคุ้มกัน ผู้ที่เป็นหวัดบ่อย ผู้ที่เป็นภูมิแพ้บ่อย หรือว่าเดินทางบ่อย นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ
ดริปวิตามินกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?
การดริปวิตามินหากต้องการเห็นผลลัพธ์ชัดเจน ควรทำอย่างต่อเนื่อง แนะนำให้ทำทุกๆ 1-2 สัปดาห์ หลังจากนั้นให้เว้นระยะทุก ๆ 2-3 สัปดาห์ เพื่อคงสภาพของผลลัพธ์
ทั้งนี้การจะเห็นผลลัพธ์มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัญหา และการตอบสนองต่อตัวยาของแต่ละคน โดยทั่วไปในการทำครั้งแรกจะรู้สึกร่างกายสดชื่น มีชีวิตชีวา และเมื่อดูแลต่อเนื่องสัก 3-5 จะรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนของผิวที่ดีขึ้น
ดริปวิตามินเจ็บไหม?
การดริปวิตามินอาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยตอนแทงเข็มเข้าไปในเส้นเลือด และเมื่อเริ่มเดินยาอาจรู้สึกเย็นๆ หรืออุ่นๆ และบางครั้งหากตัวยามีความเข้มข้นมากอาจมีความรู้สึกแสบได้เล็กน้อย หากขณะให้วิตามินรู้สึกปวด เจ็บมาก สีผิวผิดปกติ ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที
วิธีเตรียมตัวก่อนดริปวิตามิน เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด
- แจ้งประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา หรือยาที่ใช้อยู่ประจำ ให้แพทย์ทราบ เพื่อความปลอดภัยในการเลือกสูตรวิตามินและป้องกันผลข้างเคียง
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 6-8 ชั่วโมง เพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายให้ดูดซึมวิตามินได้ดีขึ้น
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี และช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินได้เต็มที่
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 1-2 วัน เพราะอาจส่งผลต่อการดูดซึมวิตามิน และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้
- ควรสวมเสื้อผ้าที่หลวม สบาย และสามารถถกแขนเสื้อขึ้นได้ง่าย เพื่อความสะดวกในการดริปวิตามิน
ใครบ้างที่ห้ามดริปวิตามิน

แม้ว่าการดริปวิตามินเข้าสู่ร่างกายนั้นจะไม่มีสารตกค้างหรือเป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่ในคนบางกลุ่มที่มีโรคประจำตัวหรือภาวะบางอย่าง ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำเสมอ ได้แก่
- หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร
- มีประวัติการแพ้ยาหรือวิตามิน
- มีโรคประจำตัว และยาที่รับประทานเป็นประจำ
- ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต และระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคฮีโมฟีเลีย เป็นต้น
- มีภาวะไตเสื่อมหรือไตวายเรื้อรัง โรคตับ
- มีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD
- รับประทานยาต้านเกล็ดเลือด
- รู้สึกไม่สบาย มีไข้สูง
- มีผื่นหรือแผลบริเวณที่จะสอดเข็มเพื่อให้สารน้ำ เช่น ข้อพับแขน ข้อมือ หลังฝ่ามือ
- กำลังอยู่ในช่วงอดอาหาร หรือ ควบคุมน้ำหนัก
เลือกคลินิกดริปวิตามินอย่างไร ให้ปลอดภัย มั่นใจได้ผล
การดริปวิตามินควรคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยของคลินิกที่ให้บริการเป็นหลัก ไม่ใช่เพียงแค่ราคาถูกอย่างเดียว เพราะราคาที่ถูกไปอาจเป็นไปได้ว่าตัวยาที่ใช้อาจไม่ได้คุณภาพ ควรเลือกรับบริการจากคลินิกที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นสถานพยาบาลที่มีแพทย์ พยาบาลที่มีใบอนุญาตถูกต้อง มีเครื่องมือพื้นฐานทางการแพทย์ที่พร้อมสำหรับกรณีฉุกเฉิน มีรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ราคาสมเหตุสมผล มีการติดตามผลและให้คำแนะนำหลังรักษา
สรุป
การดริปวิตามินเป็นหนึ่งทางเลือกในการดูแลผิวพรรณ และสุขภาพแบบองค์รวมโดยไม่ต้องเสียเวลา ไม่ยุ่งยาก และเห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็วมากกว่าการทานวิตามิน เพราะสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ทันที เหมาะกับผู้ที่ต้องการดูแลผิวและสุขภาพแบบเร่งด่วน อย่างไรก็ตามก่อนทำควรศึกษาข้อมูลต่างๆอย่างละเอียด เพื่อการรักษาที่ปลอดภัย และได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ



